Technology

เทคโนโลยี (Technology)

มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ

Tech = Art ในภาษาอังกฤษ
Logos = A study of

     เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาและปฏิบัติงาน อย่างเป็นระบบ โดยสามารถนำไปใช้ในสาขาต่าง ๆ กัน และเรียกชื่อไปตามสาขาที่ใช้ เช่น เทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีการแพทย์ เทคโนโลยีการสงคราม เป็นต้น
   คำว่า “เทคโนโลยี” มีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์ มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้แก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิต เช่น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรก เทคโนโลยีที่นำมาใช้ เป็น เทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดังปัจจุบัน การเพิ่มของประชากร และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการนำและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น

องค์ประกอบของเทคโนโลยี

องค์ประกอบของเทคโนโลยีมีส่วนที่สำคัญ 2 อย่างคือ องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
1.องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรม คือ สิ่งที่สามารถมองเห็นจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ เทคโนโลยีเป็นรูปธรรม เป็นประเภทผลผลิตที่นำไปใช้ได้เลย เช่น โทรทัศน์ วิทยุ รถไถนา ส่วนอีกประเภทหนึ่งไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที อยู่ในรูปของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ

2.องค์ประกอบที่เป็นนามธรรม คือ สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นจับต้องได้ยาก เช่น ความรู้ วิธีการ กระบวนการ

(อ้างอิงข้อมูลเรื่องเทคโนโลยี(Technology) จากเว็บไซต์ https://www.gotoknow.org/posts/32534

ผู้เขียน นางสาวเพ็ญปิติ มากชู)

Technology in Logistics

 

   ระบบIT ที่ใช้ในงานโลจิสติกส์ ไม่ได้มีแค่คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ หรือWI-FI ยังมีระบบบริหารขัอมูลองค์กร (ERP) ระบบจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System), ระบบจัดการการขนส่งสินค้า (Transportation system) ระบบการจัดซื้อ จัดจ้าง (Procurement system) การบริหารจัดการคู่ค้า (Vendor Management System) และมีอีกหลายๆฟังค์ชั่นงานที่จำเป็นต้องนำมาใช้

   อุปกรณ์ที่ใช้ในด้านการจัดการข้อมูลในคลังสินค้า หรือระบบโลจิสติกส์เช่น Handheld, Barcode Scanner, Barcode Printer, RFID, Label

   กลุ่มแพ็คเกจจิ้งเพื่อการจัดเก็บ ทั้งตะกร้าเหล็ก (Iron Box) กล่องพลาสติค(Plastic Pack) พาเลทไม้(Wood Pallet)

   การแนะนำให้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ เกิดจากการแก้ปัญหา ในการทำงาน การลดความสูญเสีย การลดต้นทุน แต่หลายครั้งทีผู้ประกอบการมองว่าเป็นการลงทุน การเสียเงิน เสียเวลา

    ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ทำไมบริษัทใหญ่ ถึงได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ และเติบโต มีผลกำไรอย่างมั่นคง

Data System ข้อมูลและการเชื่อมต่อ

ตั้งแต่ในอดีตคลังสินค้าจะเป็นจุดที่ผู้ประกอบการมองว่าการลงทุนไม่คุ้ม ดังนั้นในอดีตการส่งข้อมูลจะเป็นในรูปแบบส่งเอกสารมาที่คลัง

   จนถึงปี1998 เริ่มมีการใช้ระบบLocal Area Network(LAN)มากขึ้น ทำให้มีการส่งข้อมูลจากฝ่ายขายหรือบัญชี เพื่อนำมาจัดสินค้าเพื่อรอการส่ง ผ่านระบบ LAN

  ในปี 2002-2003 การมาถึงของระบบ Wireless Network ที่มีความเร็วเริ่มต้น 802.11A (XXX Kbs.) มาถึง เริ่มมีผู้ที่มองเห็นลดข้อจำกัดในการทำงาน สามารถทำงานและส่งต่อข้อมูลได้ครอบคลุมทุกพื้นที่คลังสินค้า และนิยมมากในปี 2004เป็นต้นมาจากการเปลี่ยนแปลงของความเร็วWi-Fi ที่เพิ่มเป็น 802.11ฺB (11 Mbs.) ซึ่งสามารถตอบสนองปริมาณข้อมูลและมีความเร็วในการส่งข้อมูลมากขึ้น ทำให้เริ่มมีการใช้ Wi-Fi แพร่หลายตั้งแต่นั้นมา และพัฒนามาจนเป็น IOT ในปัจจุบัน

ERP

Enterprise Resource Planning คือระบบซอฟท์แวร์ที่นำส่วนประกอบการนำงานต่างๆ มาออกแบบให้ใช้งานได้ต่อเนื่องเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆร่วมกัน ทำให้สามารถนำข้อมูลมาใช้งานได้พร้อมๆกัน สามารถคิด วางแผน ตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆ ในโลกธุรกิจ ได้เร็วขึ้น ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ERP เริ่มต้นพัฒนามาจาก MRP(Material Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่เน้นด้านผลิต ด้านอุตสาหกรรม มีคำสั่งในด้านการผลิตทั้งด้านการวางแผนผลิต การจัดการส่วนผสมในการผลิตBOM( Build of Material) การจัดการคุณภาพในการผลิต และอื่นๆ

   ข้อดี เมื่อนำส่วนที่มีอยู่เดิม มาเพิ่มส่วนที่เป็นบัญชี การจัดซื้อ การจ้างงาน การบริหารค่าจ้าง การตลาด งานขาย งานคลังสินค้า ทำให้เกิดระบบที่มีภาพรวมขององค์กร การเชื่อมข้อมูลในส่วนต่างๆที่มีความเกี่ยวข้อง และความสำคัญ สามารถนำมาใช้ในการบริการจัดการ การประเมินสถานะการณ์ของธุรกิจ เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างมาก

   ข้อเสีย ในฐานะผู้ให้คำปรึกษา ก็ยังมีหลายกรณีที่ติดต่อเข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือคำแนะนำในการ พัฒนาระบบERP ให้สำเร็จในองคืกร เพราะหลายที่ไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ERP มาใช้กับองค์กร มีปัจจัยมาหลายส่วน ทั้งภายในและภายนอกในส่วนราคาค่าใช้จ่ายแต่ละซอฟทแวร์ มีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องค่าลิขสิทธิ์ ค่าพัฒนา ความเชี่ยวชาญของผู้พัฒนา ประสบการณ์ของทีมงาน การวางแผนโครงการ

WMS
(Warehouse Management System)

WMS หรือระบบ บริหารคลังสินค้า มีการใช้มากขึ้นเพราะสินค้ามีปริมาณมากขึ้น สินค้าหลากหลายมากขึ้น มีทั้งปริมาณสินค้าที่ต้องรับให้ตรงกับที่สั่งซื้อ ทั้งจำนวน และชนิด  ต้องจัดการและเก็บให้มีประสิทธิภาพ เข้าก่อน ออกก่อน หรือหมดอายุก่อนออกก่อน ต้องบริหารการส่งสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขต่างๆ ให้ถูกต้อง

   WMS จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบพกพา อุปกรณ์RFID หรือAutomation ที่สามารถเชื่อมต่อกับWMS ได้ จะเพิ่มความสามารถในการใช้งาน รองรับการทำงานได้มากขึ้น เร็วขึ้น และดีขึ้น

   แต่ทั้งนี้ ต้องมีการวางแผนศึกษาก่อนการลงทุน ต้องเข้าใจการทำงานต่างๆก่อนจะเริ่มโครงการ

Transportation
Management System (TMS)

Transport Management System เป็นระบบที่นำมาใช้กับการขนส่งในรูปแบบต่างๆ เป็นระบบที่มีมานาน โดยเริ่มจากการขนส่งทางอากาศ หรือขนส่งทางเรือ โดยมีการใช้งานร่วมกับเรดาห์ GPS ดาวเทียม และอุปกรณ์อื่นๆ ก่อนจะมีการปรับปรุง พัฒนานำมาใช้ในการขนส่งทางบก เนื่องจากในสมัยก่อนการขนส่งทางบก มีมูลค่าไม่มาก และปริมาณยังไม่สูง 

  ต่อมาเมื่อปริมาณการขนส่งมีมากขึ้น และมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น และมีการแยกขนส่งเป็นการเฉพาะ ทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อมาตอบสนองต่อความต้องการของผู้ให้บริการต่างๆ

  การบริหารขนส่งมีการบริหารเส้นทาง การคำนวนเส้นทางที่สั้นที่สุด เส้นทางที่ประหยัดที่สุด การตรวจสอบสถานะการจัดส่ง เส้นทาง การบริหารเชื้อเพลิงและต้นทุนอื่นๆ 

Vendor Management System (VMI)

Vendor Management System คือระบบบริหารคู่ค้า หรือบางบริษัทอาจจะเรียกว่า Procurement Management System สร้างมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการในด้านการค้นหาคู่ค้า การจัดซื้อ การทำข้อตกลง การสั่งซื้อ การวางแผนจัดส่ง ขนส่ง การประมูลราคา การทำประวัติ เปรียบเทียบการสั่งซื้อ ประสิทธิภาพคู่ค้า ความโปร่งใส เข้าถึงง่าย ทำให้เกิดความมั่นใจในการทำธุรกิจร่วมกัน

  ในระบบVMI นี้เริ่มต้นตั้งแต่ค้นหาผู้ค้า ผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ การทำแบบฟอร์มเสนอราคา ทำประกวดราคา รายละเอียดสินค้า ในรูปแบบ E-Catalog หรือการทำ Vendor profiling เพื่อนำกลับมาวิเคราะห์ ประสิทธิภาพ ศักยภาพ การต้นทุน หรือบริการที่บริษัทได้รับ

  การหาคู่ค้าที่ความหลากหลาย ที่มาจากหลายแหล่ง ทำให้เกิดการบริหารต้นทุน การสร้างแผนสำรองในกรณีวัตถุดิบ หรือสินค้าขาดแคลน ทำให้บริษัทมีวัตถุดิบหรือมีสินค้าขายตลอดทุกวัน ทุกเวลาที่ต้องการ

ระบบบาร์โค้ด (Barcode)

Barcode และQR code (2D Barcode) สามารถใช้งานได้ตั้งแต่การผลิตสินค้า คลังสินค้า การขายจัดส่ง หรือขนส่ง และการขายสินค้า

งานคลังสินค้าเป็นที่ที่มีการจัดรับสินค้า จัดเก็บสินค้า และในทุกๆการทำงานคลังสินค้า จะต้องมีเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานต่างๆ เช่น เอกสารคำสั่งซื้อสินค้าจากฝ่ายจัดซื้อ ที่มาพร้อมกับใบนำส่งสินค้าจากผู้ขายสินค้า และใบวางบิล หรือใบกำกับภาษีก็มาพร้อมๆกัน ในขณะที่รับเอกสารมา ต้องเตรียมรับสินค้า เข้าคลังสินค้า ตรวจสอบสินค้า

 

1 D Barcode

1D Barcode หรือ บาร์โค้ดแบบแท่ง ที่มีการใช้งานมายาวนาน เนื่องจากใช้งานง่าย แต่มีข้อจำกัดคือ ปริมาณของข้อมูลในแต่ละแถบบาร์โค้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ต้องใช้พื้นที่ในการเขียนข้อมูล หรือขนากของแถบบาร์ค่อนข้างใช้พื้นที่มากกว่า

2D Barcode, QR Code

QR Code หรือ 2D Barcode ปัจจุบันใช้งานได้แพร่หลาย และสามารถใส่ข้อมูลปริมาณมาก ในปริมาณขนาด 64X64 Characters ในบาร์โค้ดเพียง1 ชิ้น ทำมห้สามรถใส่ข้อมูลเฉพาะ ข้อมูลเพิ่มเติมของตัวสินค้าได้ง่ายขึ้น

C-Corroboration Touch all hand in party

P-Planning Plan todo all activities

F- Forecast any situation can happen, how to fix, change and go to goal.

R - Replenishment fulfill

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *